[Trans] Correcting Some Misinformation at RADIO STAR

posted on 29 Sep 2010 13:24 by yeyebaby  in Hangeng
**หมายเหตุ เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น**
 
บางครั้ง ฉันก็รู้สึกประหลาดใจมากๆที่ข่าวบางข่าว หรือคลิปบางคลิปสามารถแปลออกมาได้โดยใช้เวลาไม่นาน และแพร่กระจายไปทั่วบนอินเตอร์เน็ท ขณะนี่ข่าวอื่นๆที่มันควรค่าแก่การแปลมากกว่านี้ยังค้างอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีคนมาแปลเลย
 
มันเป็นชีวิตประจำวันของฉันที่จะค้นหาคำว่า “Han Geng” บน YouTube เพื่อจะหาวีดีโอคลิปใหม่ๆที่เพิ่งอัพโหลด และวันนี้ฉันก็ได้เจอกับคลิปอันนี้
 
http://www.youtube.com/watch?v=lswyxkpD2Nc&feature=player_embedded
 
มันแปลได้ดี แต่..หลังจากอ่านทุกความเห็นใน YouTube แล้ว ฉันรู้สึกว่าคลิปนี้ต้องการคำอธิบายมากกว่านี้
 
เพราะฉันอาจจะเป็นคนที่เหมาะจะอธิบายคลิปนี้ได้ดี..(ในฐานะแฟนเกาหลีคนหนึ่ง... ฮา ฮา..)
 
เพราะฉันเป็นแฟนของรายการนี้ และ
 
เพราะพิธีกรสามคนนี้.. พวกเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน...ฉันถึงเข้าใจอารมณ์ที่พวกเขาให้ความเห็นเกี่ยวกับฮันเกิงได้
 
สรุปก็คือ ความเห็นของสามพิธีกรเกี่ยวกับฮันเกิงมันเหมาะสมมากๆ และโดยส่วนตัวแล้วฉันรู้สึกขอบคุณมากๆที่พวกเขาให้ความเห็นหลังจากสมาชิกเอสเจได้พูดไป ที่โดยส่วนใหญ่อีทึก ชินดง และอึนฮยอกได้พูดถึงเรื่องฮันเกิงอย่างเปิดอก
 
ก่อนฉันจะเริ่มพูดถึงวีดีโอคลิป ฉันอยากจะเน้นกฎของบล็อกเราอีกครั้ง พวกเราจะพูดถึงแต่ฮันเกิงเท่านั้น เหตุผลที่ฉันมาพูดถึงวีดีโอคลิปนี้ก็คือ ฉันไม่อยากให้ข้อมูลผิดๆเกี่ยวกับฮันเกิงแพร่ออกไปท่ามกลางบรรดา ELF ในประเทศอื่นๆและแฟนเกิง ก็แค่นั้น
 
อย่างแรกเลย ความเห็นของชินดงเกี่ยวกับฮันเกิง:
 
ถ้าคุณตามฮันเกิงตั้งแต่เอสเจในช่วงแรกๆ คุณก็จะรู้ว่าฮันเกิงชอบชินดงมากๆที่เขามีพรสวรรค์ในการเต้น และมีอารมณ์ขัน ฉั้นจำได้ว่าฮันเกิงมักจะพูดถึงชินดงอยู่บ่อยๆในช่วงกิจกรรมการโปรโมท SJM ในจีน ฉันรู้สึกได้ว่าฮันเกิงชอบชินดงจริงๆ และดูเหมือนจะคิดว่าชินดงน่ารักมากๆด้วย ฮาฮา
 
และความรักเช่นนี้ก็ดูจะมีเหมือนๆกัน..ดังนั้น.. ฉันถึงแน่ใจว่าชินดงก็รู้สึกว่าฮันเกิงก็ชอบเขาเช่นกัน และเขาก็รู้สึกว่าพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน ดังนั้น ในฐานะแฟนของเอสเจ ฉันจึงเข้าใจอารมณ์ที่ชินดงระเบิดออกมาได้ดีเกี่ยวกับฮันเกิงในรายการ เห็นได้ชัดเจนว่าชินดงไม่พอใจมากๆที่เขาไม่รู้ถึงความลำบากของฮันเกิงในเกาหลี ฉันคิดว่า เขาคงกำลังคิดอยู่ว่าทำไมฮันเกิงไม่บอกเขาว่ารู้สึกยังไง หรือเขากำลังเผชิญกับอะไร ใช่... ดังนั้น.. ชินดงจึงสรุปเอาเอง ไม่พูดความจริง ความรู้สึกของเขามันมากเกินไป
 
เขาพูดว่าเขาอ่านข่าวจากจีนที่ฮันเกิงบอกว่า “ไม่มีสมาชิกใส่ใจผม” ซึ่งทำให้เขารู้สึกผิดหวังจริงๆ
โอเค นี่มันไม่ใช่เรื่องจริง ในฐานะที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของฮันเกิง ฉันได้ติดตามข่าวที่บิดเบือนในเกาหลีทุกข่าวหลังจากคดีความ ไม่มีข่าวไหนเลยที่ฮันเกิงพูดว่า “ไม่มีสมาชิกใส่ใจผม” ถ้าคุณค้นหาคำว่าฮันเกิงบนอินเตอร์เน็ท จะมีข่าวขยะมากมายเกี่ยวกับตัวเขา แน่นอน ทั้งหมดนั้นมันไร้สาระจนฉันคิดได้แต่เพียงว่าแหล่งข่าวทั้งหมดก็คือตัว SME เอง แต่ก็ยังไม่มีข่าวไหนสักข่าวที่พูดถึงความเห็นของฮันเกิงในทางแบบนั้น ดังนั้น ฉันจึงเดาได้ว่าชินดงได้ยินข่าวนั้นมากจาก SME และคิดไปว่ามันเป็นเรื่องจริง และเห็นได้ชัดว่าชินดงไม่ได้ติดต่อกับฮันเกิง ซึ่งทำให้เขายิ่งไม่พอใจและผิดหวังมากขึ้น ดังนั้น เขาถึงพูดว่า ไม่มีสมาชิกคนไหนได้ติดต่อกับฮันเกิง ซึ่งฉันเชื่อว่ามันไม่จริงเลย
 
โชคไม่ดีที่ความเห็นเช่นนั้นของชินดงกลายมาเป็นประเด็นสำคัญท่ามกลางสำนักข่าวบันเทิงเกาหลี และสาธารณชนที่ทำให้เข้าใจไปว่าฮันเกิงพูดแบบนั้นจริงๆ ดังนั้นฉันจึงรู้สึกผิดหวังมากๆกับความเห็นของชินดง ถ้าเขาคิดถึงฮันเกิงมากกว่านี้ เขาก็ไม่ควรจะพูดข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพียงแค่ชินดงเป็นตัวของตัวเองด้วยการเปิดอก เข้าใจไปเอง และพูดตรงๆ โดยไม่ได้พิจารณา เลยทำให้ภาพลักษณ์ของฮันเกิงเสื่อมเสียลงไปอีก
 
อย่างไรก็ตาม ฉันไม่ได้กล่าวโทษชินดงในเรื่องนี้ อีกครั้งที่ฉันรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจของเขาที่เขาไม่ได้เป็นคนหนึ่งคนนั้นที่ฮันเกิงจะพูดคุยได้ขณะที่เขามีความทุกข์ นี่ยังเป็นการบอกฉันได้อีกอย่างว่าฮันเกิงโดดเดี่ยวแค่ไหนในช่วงที่เป็นเอสเจอยู่ในเกาหลี ฮันเกิงผู้น่าสงสาร หัวใจฉันอยู่กับคุณนะ
 
ในส่วนความเห็นของอีทึก และอึนฮยอก:
 
ฉันหมายความว่า...สองคนนี้จะเป็นสมาชิกคนสุดท้ายที่รู้เรื่องฮันเกิง พูดตรงๆกับคุณเลยนะ ดังนั้น มันจึงน่ากระอักกระอ่วนมากๆที่เห็นสมาชิกสองคนนี้พูดว่าคิดถึงฮันเกิงในรายการ ขณะที่สามสมาชิกของ SJM นั่งเงียบตลอดโดยไม่ได้แสดงสีหน้าอาการใดๆเลย ถ้าใครสักคนจำเป็นต้องพูดแล้วล่ะก็ มันก็ควรจะเป็นสามสมาชิก SJM สิ ไม่ใช่สมาชิกสองคนนั้น เพราะสมาชิกสองคนนี้มีรายการวิทยุเป็นของตัวเอง ถ้าพวกเขาอยากจะพูดจริงๆ เขามีโอกาสเยอะแยะไป ฉันรู้สึกได้ว่าสามสมาชิก SJM ต้องสงวนคำพูดในเรื่องของฮันเกิง ฉันรู้สึกพอใจเหมือนกันกับความเงียบของพวกเขา ซึ่งฮันเกิงเองก็อาจจะต้องการในจุดนี้ด้วย
 
ถึงแม้ว่าความเห็นทุกความเห็นที่ลีดเดอร์อีทึกพูดไปในรายการจะดูเหมาะสม และถูกต้อง แต่ความเห็นของเขาก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาในแง่ลบจากแฟนๆเกาหลีด้วยเหมือนกัน เพราะพวกเรารู้ว่าอีทึกไม่ได้ช่วยเหลือฮันเกิงเท่าไหร่ในช่วง SJ/SJM อึนฮยอกก็เป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งที่ให้ความเห็นในเชิงไม่พอใจกับคดีความของฮันเกิงบนมินิโฮมเพจของเขา ดังนั้น ปฏิกิริยาของแฟนๆเกาหลีจึงออกมาในรูปแบบที่ว่า.. ทำไมคุณสองคนถึงพูดอะไรทำนองว่าคิดถึงฮันเกิงแบบนั้น????
 
อย่างไรก็ตาม ฉันก็ต้องพูดแบบนี้... ฉันคิดว่าสองคนนั้นคิดถึงฮันเกิงจริงๆนั่นแหละ แต่ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาคิดถึงตัวฮันเกิง หรือพวกเขากำลังคิดถึงช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน 13 กันแน่ มันไม่ได้สำคัญกับฉันหรอก อีกครั้ง... ที่ฉันสามารถบอกได้ว่าหนุ่มสองคนนี้ก็แค่พูดตรงๆว่าพวกเขารู้สึกยังไงในรายการ
 
ในส่วนความเห็นของพิธีกร:
 
ใช่ ใช่แล้ว ความเห็นของพวกเขาเป็นเหตุผลหลักเลยที่ฉันตัดสินใจมาโพสเกี่ยวกับวีดีโอคลิปอันนี้ ก่อนที่ฉันจะได้ดูรายการนี้ ก่อนที่ฉันจะรู้ความเห็นของพวกเขา ตอนที่ฉันได้รู้ว่าสมาชิกเอสเจพูดถึงฮันเกิงในรายการ Radio Starฉันยังบอกกับเพื่อนฉันอยู่เลยว่า “พอเวลาผ่านไป เดี๋ยวสมาชิกทั้งหมดก็จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันสักวันแหละ นั่งดื่มเบียร์ และนั่งคุยกันถึงเรื่องความเข้าใจผิดระหว่างพวกเขา แล้วพวกเขาก็จะกลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอีกครั้งหนึ่ง”
 
แล้วรู้อะไรมั้ย? นั่นเป็นสิ่งที่พิธีกรเหล่านั้นพูดเป๊ะๆเลย
 
พิธีกรสามคนนี้มีชื่อเสียงมากๆ และก็เป็นคนบันเทิงที่ประสบความสำเร็จในเกาหลี แต่ภาพลักษณ์ของพวกเขาในรายการจะออกไปในทางตลกขบขัน บางครั้งก็ดูงี่เง่า ดังนั้นแขกรับเชิญในรายการนี้จึงต้องคิดถึงความเป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะต้องหัวเราะเฮฮาในรายการ พอตอนที่พิธีกรสามคนนี้ให้ความเห็นอย่างจริงใจในเรื่องฮันเกิง ฉันถึงได้ประหลาดใจมากๆ
 
ฉันจะแปลความเห็นของพวกเขาไว้ตรงนี้อีกรอบ
 
คิมกุกจิน (ดาราตลก): ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกคุณกำลังคิดอยู่ว่า “ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น? ทำไมเขาถึงทำแบบนั้นได้?” แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณก็จะเข้าใจเองว่าทำไมเรื่องแบบนั้น/หรือขั้นตอนนั้นมันเกิดขึ้นมา ซึ่งทำให้เอสเจมีวันนี้ คุณจะเข้าใจมันได้เองในเวลาต่อมา
 
คิมกูรา (ดาราตลก): แน่นอนครับ เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีต่อมา มันอาจจะเป็นฮันเกิงที่เลี้ยงเบียร์ชิงเต่าพวกคุณก็ได้ จริงๆนะ..
 
ยุนจงชิน (นักร้อง นักเขียน นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์): พวกเขามีเพื่อนๆเยอะเลยในจีน (หัวเราะ)
 
คิมกูรา: ไม่หรอก เพราะฮันเกิงเป็นคนจีนโดยกำเนิด... (มันต่างกัน)
 
ฉันคิดว่าสามพิธีกรพยายามจะบอกสมาชิกว่าถึงแม้ตอนนี้มันไม่ง่ายสำหรับพวกเขาที่จะเข้าใจฮันเกิงทั้งหมด แต่เมื่อพวกเขาอายุมากขึ้น และเป็นผู้ใหญ่ขึ้น พวกเขาก็จะเข้าใจเรื่องทั้งหมดจากมุมมองของฮันเกิงได้เอง แล้วในที่สุดพวกเขาก็จะกลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอีกครั้ง
 
ฉันคิดว่าการเป็นผู้ใหญ่... การอยู่ในช่วงวัย 40.. และเป็นคนบันเทิงระดับต้นๆนั้น พิธีกรสามคนนี้จึงรู้ว่าจะมองเรื่องต่างๆออกมาอย่างถูกต้องยังไงในวงการบันเทิง ดังนั้นฉันจึงรู้สึกขอบคุณมากๆที่พวกเขาพูดปิดท้ายเรื่องของฮันเกิงด้วยแง่คิดเช่นนั้นในรายการ
 
อีกครั้งหนึ่ง ฉันไม่ได้กำลังวิจารณ์สมาชิกสามคนนี้ที่พูดตรงๆเกี่ยวกับฮันเกิงในรายการหรอกนะ อย่างแรกเลย ฉันเพียงแค่แก้ไขคำพูดของชินดงเท่านั้น เพราะมันไม่จริง สอง ฉันอยากจะแบ่งปันปฏิกิริยาของแฟนๆเกาหลีเกี่ยวกับรายการนี้ และสุดท้าย ฉันอยากจะแบ่งปันความคิดเห็นส่วนตัวของฉันเกี่ยวกับรายการนี้
 
Credit: onepinetree@forhangeng.wordpress.com
Thai translation by: yeyebaby.exteen.com
กรุณานำออกพร้อมเครดิตทั้งหมด
100224 งานแฟนมีทติ้ง “ซองมินอู” ที่ยอดเยี่ยม และลืมไม่ลง

นี่เป็นครั้งแรกของฉันที่ไปเกาหลี ครั้งแรกที่ฉันได้เห็นวอนวอน (ชื่อเล่นที่เจ้าของบทความตั้งให้ซีวอน) และยังเป็นวันที่สามหลังจากฉันมาถึงด้วย ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย และรีบเร่งไปยังสถานที่ถ่ายทำ ขอให้ฉันพูดถึงรายละเอียด พร้อมกับความรู้สึกของฉันเถอะ ฉันถึงกับเขียนไดอารี่ และเรื่องเล่าของฉันไปพร้อมๆกันเลย ทุกๆคนจะได้เห็นจุดสำคัญๆได้ ฮาฮา

(หมายเหตุ ผู้แปลจากต้นฉบับได้ข้ามสองย่อหน้าต่อไปที่ไม่เกี่ยวกับซีวอน เป็นการเดินทางมาถึงสถานที่จัดงาน เธอเขียนเกี่ยวกับทีมงานให้ลูกโป่ง และแท่งไฟสีฟ้ากับทุกๆคนซึ่งเป็นตัวแทนของซองมินอู)

หลังจากนั้นสักพัก พวกเขาก็เริ่มเล่นดนตรีที่สถานที่ถ่ายทำ ทุกๆคนเริ่มรู้สึกว่าเสียงคุ้นมากๆในทันใด และก็เงียบลง ขณะที่ทุกๆคนจำได้ว่ามันคือเสียงของวอนวอนนั้น มันก็เริ่มเกิดการจลาจลขึ้นมา ฮาฮา ซีวอนขึ้นมาบนเวที พร้อมกับคลื่นแล้วคลื่นเล่าแห่งการรอคอย และเสียงกรี๊ดจากทุกๆคน โครงร่างสุดหล่อสวมสูท ได้ปรากฏออกมาอย่างสว่างไสวต่อสายตาฉัน ฉันได้เตรียมกล้องถ่ายรูปไว้แล้ว และฉันก็เริ่มถ่ายรูปอย่างบ้าคลั่ง แต่ใครจะรู้ล่ะว่า...เพราะปัญหาทางเทคนิค + กล้องของฉันคงตกใจเพราะซีวอน เลยทำให้มีรูปเบลออยู่เยอะ... มีแค่สองสามรูปเท่านั้นที่ชัด ขอโทษทุกๆคนจริงๆ...แต่ก็ยังมีช็อตยอดเยี่ยมจริงๆนะ ฮิฮิ~

ตุ๊กตาตัวนี้ ขณะที่เขาก้าวขึ้นไปบนเวที เขาได้ยืนอยู่ตรงกลาง และเริ่มชี้นิ้ว อยากให้ทุกๆคนทำตัวดีๆ เงียบๆ พูดได้เลยว่ายังมีอีกหลายคนที่ได้เจอกับเขาที่ข้างเวที (อย่างกับเด็กคิดมากแน่ะ) ดูเหมือนว่าบางคนที่อยู่ด้านล่างถามอะไรบางอย่างเกี่ยวกับฉากจูบก่อนหน้านั้น ฉันได้ยินแค่ว่าตุ๊กตาตัวนี้พูดอย่างภาคภูมิใจลงในไมค์ว่า “ทุกๆคนครับ อย่าไปคิดถึงฉากจูบเมื่อวานนี้อีกเลยน๊า~~” โอ้ นี่คุณไม่รู้หรือไงนะว่าวันนั้นน่ะมีหลายคนที่ใจเย็นอยู่ไม่ได้ก็เพราะคุณนั่นแหละ~~ ก่อนเริ่มถ่ายทำ วอนวอนยืนอยู่ตรงกลางเวที และพูดคุยกับแฟนๆด้านล่างอยู่เรื่อยๆ น่ารักมากจริงๆ ฉันประทับใจมากเลย~~ แฟนๆพากันตะโกนทุกๆอย่าง และอะไรเยอะไปหมด~~ ฮาฮา วอนวอนบนเวทีได้ยินทุกอย่าง และก็หัวเราะด้วย เยี่ยมยอดมากจริงๆ จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่รู้สึกตัวเลย

ฉากแรกเป็นการถ่ายซองมินอูกำลังร้องเพลง วอนวอนในตอนที่เขาร้องเพลงด้วยความรู้สึกลึกซึ้งนั้นมันช่างน่าดึงดูดซะจริงๆ แฟนๆด้านล่างกำลังโบกแท่งไฟ และลูกโป่งอย่างเงียบๆ ทั้งหมดจมดิ่งอยู่กับเพลง และฮัมเพลงตามไปด้วย ตอนนี้พอคิดกลับไปถึงฉากนั้น ฉันอยากจะจมอยู่ในนั้นจริงๆเลย...ฉันหยิบกล้องของฉันในกระเป๋าขึ้นมาอย่างมีไหวพริบ และบันทึกเพลงนั้นทั้งเพลง หลังจากเพลงจบ พวกเราทั้งหมดแกล้งทำเป็นไอ วอนวอนก็เริ่มตื่นเต้น ฉันคิดว่าหลังจากปล่อยให้แฟนๆได้ยินเพลงใหม่แบบสดๆเป็นครั้งแรก เขาเลยยิ่งตื่นเต้นมากๆ (ถึงแม้ฉันจะไม่แน่ใจว่านี่เป็นครั้งแรกที่ร้องสดจริงๆหรือไม่ก็ตาม) หลังจากถ่ายหลายมุมกล้องไปแล้ว พวกเขาก็ถ่ายฉากนี้ซ้ำอีกหลายรอบ บางทีอาจเป็นเพราะฉันตื่นเต้นเกินไปก็ได้ ฉันเลยจับลูกโป่งที่อยู่ในมือไว้ไม่แน่นพอ มันเลยลอยขึ้นไปในทันใด คนที่อยู่ด้านหลังหัวเราะด้วย ฉันอายจัง~หลังจากนั้นฉันถึงได้รู้ว่าวอนวอนบนเวทีก็เห็นมันเหมือนกัน และเขาก็ยิ้มไปด้วยหัวเราะไปด้วย ฮาฮา อายมาก เอาเถอะ ฉันได้ทำให้เขามีความสุขแล้ว~~

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีช่วงพักคั่น แฟนๆจะพูดคุยกับเขาจากด้านล่าง เมื่อระดับเสียงเริ่มดังเกินไป หรือเมื่อมีหลายๆคนตะโกนเสียงดัง เขาจะบอกทุกๆคนอย่างน่ารักมากๆ “คุณต้องทำตัวดีๆนะ ต้องทำตามคำสั่งนะครับ~” พร้อมกับใช้มือของเขาประกอบท่าทาง (ทุกๆคนคงนึกออกนะ รู้มั้ยว่าการทำแบบนั้นทำให้ทุกๆคนที่อยู่ด้านล่างเวทีเงียบลงได้ทันควันทีเดียว) เขาพูดขึ้นมาว่า “ถ้าคุณทำตัวไม่ดี และไม่ฟังคำสั่ง ผมจะไม่ถอดเสื้อให้ดูแล้วนะ~~” โอ้...เด็กคนนี้ ช่างกล้ายั่วยวนเกินไปแล้วนะ อะฮาฮาฮา ตลอดเวลานั้น วอนวอนได้พูดว่าล่าสุดเขากำลังลดน้ำหนัก (พวกเราเห็นอยู่แล้ว เพราะคุณผอมแห้งเหลือเกิน...) และไม่ค่อยได้ดื่มโค้ก (ดูเหมือนว่าตุ๊กตาตัวนี้จะรักการดื่มโค้ก ฉันก็เพิ่งได้รู้ตอนนี้ล่ะ อยากจะเป็นลม..) และถึงกับทำหน้าบึ้ง และพูดว่าเขาไม่ได้ดื่มมันเลยตลอดทั้งวันนี้~~ มีแฟนที่อยู่ด้านล่างเวทีคนหนึ่งกำลังถือโค้กอยู่ วอนวอนเห็นและพูดว่า “อย่ายั่วผมสิ~~” ฮาฮา เด็กคนนี้เนี่ยน๊า~~ แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ชูโค้กขึ้นสูงๆ และดูเหมือนว่าเธออยากจะโยนมันขึ้นไปบนเวที วอนวอนหัวเราะอย่างมีความสุขมากๆเลย~~

แล้วก็มาถึงฉากเผยกล้ามท้องที่ทุกๆคนใส่ใจกันมากมาย เพราะฉันไม่รู้ว่านี่จะถือเป็นการรั่วไหลของเนื้อเรื่องหรือเปล่า ฉันเลยไม่อยากเล่าอะไรมาก ให้มันเป็นไปตามสคริปเถอะ แฟนๆด้านล่างกำลังกรี๊ดกันดังมากๆ อยากจะเห็นกล้ามอก และกล้ามท้องอันแข็งแกร่งของซีวอน สุดท้าย...เขาก็เผยให้เห็น~เพราะผู้กำกับสั่งว่าห้ามมีเสียงดังมาจากข้างล่าง ดังนั้นระหว่างการถ่ายทำ ทุกๆคนจึงเงียบเสียงลง ส่วนแรกของฉากนี้คือการถ่ายด้านหลังของวอนวอนหันไปหาทุกคน ดังนั้น ในตอนแรกจึงไม่มีปฏิกิริยามากนักจากผู้คน และทันใดนั้นวอนวอนก็หันมา และเผยกล้ามท้องของเขา!! (น่าเสียดายที่ผู้กำกับไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปในจุดนี้) ตอนแรกลูกโป่งของแฟนๆที่อยู่ด้านล่างถูกกอดไว้แน่น แต่ทันใดนั้นพวกมันทั้งหมดก็ถูกปล่อยให้ลอยขึ้นฟ้า! และทุกๆคนต่างก็ปิดปากของตัวเอง อยากจะส่งเสียงกรี๊ด แต่ก็ไม่สามารถ ทำให้ทุกคนมีสีหน้าเหยเก มันแบบว่าจริงๆนะ...(เกือบจะหัวใจวายแน่ะ) ช่วงเวลาที่ผู้กำกับสั่ง “OK” มันเลยเกิดการจลาจลขึ้นอยู่ด้านล่างเวที อา~~~~~~~~~~ หลังจากนั้นซีวอนก็เริ่มถอดโชว์อีกครั้งหนึ่ง พูดกับพวกเราลงไมค์ว่า “พวกคุณเนี่ยตลกจริงๆเลยนะ!” และก็เลียนแบบท่าทาง และสีหน้าของพวกเราให้ดู มันเลยเรียกเสียงหัวเราะได้จากทั้งบนเวที และด้านล่างของเวที~~~ตอนที่เผยให้เห็นกล้ามท้องแบบเต็มๆ ฉันคิดว่าฉากนี้คงจะถ่ายอยู่สองรอบ และถ่ายอีกรอบตอนที่เผยให้เห็นแบบไม่หมด ระหว่างหนึ่งฉากในทั้งหมดนั้น ฉันรู้สึกตื่นเต้นอีกครั้ง ถือลูกโป่งแน่นๆไม่ได้เลย และก็อีกครั้งที่ฉันปล่อยมันลอยขึ้นฟ้า ฮาฮาฮาฮา อภัยให้ฉันด้วยนะ...แล้วก็เริ่มถ่ายทำต่อไป ฉันเลยไม่ทันสังเกตว่าซีวอนสนุกอยู่หรือเปล่า...ฮิฮิ

เมื่อถ่ายฉากแฟนๆ ฉันนึกขึ้นมาได้ทันใดว่าฉันยังมีป้ายสัญลักษณ์ของพวกเราอยู่นี่หน่า (อันสีฟ้า พร้อมกับ หน้าสุดหล่อๆของวอนวอนบนนั้น) ถึงแม้มันจะมีคำว่า “ซีวอน” อยู่บนนั้น แต่ฉันก็ใช้ลูกโป่งสีฟ้าบังมันไว้ (ยังไงก็ตาม ฉันจะไม่รบกวนการถ่ายทำหรอกน่า~~) และโชว์รูปสุดหล่อๆนั้นแทน ฉันที่นั่งติดแหง็กอยู่ตรงกลาง นับได้ว่าโชคดีเหมือนกันนะ จากฝูงคนทั้งหมดนั้น ดูเหมือนว่าฉันเป็นเพียงคนเดียวที่มีป้ายเป็นรูป ดังนั้นฉันเลยยกป้ายนั้น และลูกโป่งขึ้นสูงๆ หวังว่าพวกมันจะไม่โดนตัดออกนะตอนที่ตัดต่อหลังจากนี้ แบบนี้ ซีวอนบาร์ของพวกเราจะได้ขึ้นจอด้วย เอ~~วอนวอนก็กำลังถ่ายรูปพวกเราด้วย DSLR ของเขาด้วยนี่หน่า เขานี่แคร์แฟนๆจริงๆนะ พอได้คิดถึงตอนนั้นขณะที่เขียนอยู่นี้ ฉันอยากจะร้องไห้จริงๆ เขารักพวกเรามากเหลือเกิน เห็นเรามีค่า อยากจะเดินต่อไปพร้อมๆกับพวกเราจริงๆ ดังนั้นเขาจึงบันทึกภาพทุกๆช่วงเวลากับพวกเรา....T T ทุกๆคนต้องอยู่เป็นเพื่อนกับวอนวอนตลอดไปนะ!!!!!!

ระหว่างที่ถ่ายทำ ซีวอนถึงกับไปนวดไหล่ของผู้กำกับอย่างตั้งใจ ช่างเป็นเด็กดีจริง จริ๊ง~~~เห็นมั้ย แล้วจะไม่ให้เรารักเขาได้ยังไงกัน~~! การถ่ายทำเนี่ยมันก็เหนื่อยพอแล้วนะ แต่เขาก็ยังรู้จักดูแลเอาใจใส่คนอื่นๆอีก มันทำให้ฉันมีความรู้สึกหลากหลายไปหมด ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เขาว่าง วอนวอน นอกจากจะพูดคุยกับแฟนๆแล้ว เขายังทำท่าทางสบายๆอีก ตอนที่เห็นแว่บแรกมันดูเป็นธรรมชาติมาก ใครจะรู้ล่ะว่าเด็กคนนี้พยายามจะทำท่าเท่ห์ๆหล่อๆหรือปล่า~~ฉันไม่ใส่ใจหรอกนะ ฉันหวังจริงๆว่าคุณจะทำท่าเท่ห์ๆหล่อๆบ่อยขึ้นอีก~~และก็หน้าบึ้งๆที่เป็นท่าประจำ กัดริมฝึปาก อะไรแบบนี้ โอ้ ใช่แล้ว ฉันนึกได้ว่าตุ๊กตาตัวนี้ชอบหัวเราะเสียงดังและเต็มที่ลงในไมค์ และก็เดินหนีไป มีแต่คนไม่รู้ว่าเขาหัวเราะอะไรเหมือนกัน~~ช่วงถ่ายทำ มีแฟนคนหนึ่งต้องจากไปกลางครัน และตะโกนลาก่อนกับวอนวอน วอนวอนก็รู้สึกเสียใจเหมือนกัน แต่พวกเราก็ต้องถ่ายต่อกับเขาจนจบ ดังนั้นเขาเลยพูดลาก่อนกับเธอ และบอกให้เธอเดินทางปลอดภัย มันแบบว่าจริงๆนะ...

ตอนจบเป็นการถ่ายรูปหมู่ วอนวอนอยู่บนเวที แต่การได้ถ่ายรูปกับเขา ฉันก็มีความสุขมากๆแล้วล่ะ ฉันชูป้ายสัญลักษณ์ของพวกเราขึ้นสูงๆ หวังว่าป้ายที่อยู่ด้านหน้าจะไม่บังมันนะ (ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันโดนบังหรือเปล่า ดังนั้นฉันเลยยกมันขึ้นสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้) ผู้กำกับบอกเราว่าเขาจะเปิดเวปไซต์ “Oh! My Lady” ขึ้นโดยเฉพาะ และจะเอารูปลงในนั้นเพื่อทุกๆคนจะได้ดูกัน หลังจากถ่ายทำเสร็จแล้ว วอนวอนก็ขอบคุณทุกๆคนอย่างสม่ำเสมอ และซ้ายจากด้านข้าง ใครจะรู้ล่ะว่าหลังจากที่ทุกๆคนยืนขึ้น และเริ่มทยอยออกจากทางออกด้านซ้ายมือ ตุ๊กตาตัวนี้ก็รีบลงจากเวที และเดินออกทางออกด้านขวาทันใด ทำให้ทุกๆคนเกิดอาการเซ็ง อ๊าย...ฉันอยากจะตีเขาจริงๆเลย

คืนนั้นมันสุดวิเศษมากจริงๆ ทำให้ความคาดหวังของทุกๆคน ฉัน และพี่สุ่ยบรรลุเป้าหมาย ฉันอยากจะเน้นอยู่จุดหนึ่ง อย่าเห็นทีมงานเป็นคนโหดร้าย พวกเขายังพูดอีกว่า ถ้าทีมงานไม่อนุญาตให้ทำนี่ทำนั่น ก็อย่าทำ ตอนที่เข้าคิว ก็ให้เข้าคิวอย่างเป็นระเบียบ อย่าแซงคิว หรือดันกัน ในการเป็นแฟนคลับชาวจีน ต่อไป ถ้าเราต้องไปต้อนรับพวกเขาที่สนามบิน หรือในงานกิจกรรมอื่นๆ พวกเราจะได้ไม่ทำให้ “วอนวอน” เสียหน้า และได้ชื่อว่าเป็นแฟนๆที่น่ารัก

สุดท้าย ฉันรักเพื่อนๆแฟนคลับชเวชีวอน!!!!! ฉันรักเพื่อนๆแฟนคลับซองมินอู!!!!! อา~~~~~~~~~


Credit: baidu choisiwon bar
Translated by: aquamariine28@sj-world.net
Thai translation by: yeyebaby@13monkeyshouse.com
http://www.13monkeyshouse.com
Take out with full credit and do not add your own credit

[Trans] 100320 Fanaccount - SSII in M'sia

posted on 21 Mar 2010 12:58 by yeyebaby  in Henry

- ช่วงเพลง Blue Tomorrow เฮนรี่ยิ้มตลอดเวลาถึงแม้อารมณ์เพลงจะเศร้าก็ตาม เขายิ้มตลอดเวลาเพราะว่าผู้ชมให้การตอบรับดีมากกกตอนที่เขาร้อง และโจวมีก็เหมือนกัน! โอ้ว ทุกคนควรจะรู้ว่าเขาดีแค่ไหนตอนที่ได้ฟังเสียงของเขาร้องสดๆเนี่ย! มีมี่ช่างเป็นน้องร้องที่ยอดเยี่ยมมากที่ทุกคนควรจะยอมรับ!

- เพลง Sick of Love เฮนรี่โซโล่ได้ยอดเยี่ยมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน! แต่พอถึงตอนจบ ฉันเห็นเฮนรี่เซตอนที่เขากำลังลงมาที่เวที ถึงแม้เขาจะเซก็เถอะ แต่เขาก็ยังพยายามอย่างเต็มที่ในช่วงโซโล่ที่ยอดเยี่ยมของเขา เขานี่ช่างมีพรสวรรค์ชะมัดเลย!

- ตอนจบ ในช่วงลา เฮนรี่กำลังเล่นกับซีวอน และหยอกล้อกับชินดงและทงเฮ เขายิ้มตลอดเวลา! ตาของเขาตี่มากตอนที่เขายิ้ม และแก้มก็ดูจ้ำม้ำจนฉันอยากจะเข้าไปหยิกแรงๆซะจริงๆ! ใช่แล้ว รอยยิ้มนั้นไม่เคยหายไปจากใบหน้าน่ารักของเขาเลย!

พวกเรา ฉัน ทุกๆคนส่งเสียงกรี๊ดตลอดในช่วงของเฮนรี่และโจวมี พวกเราอยากจะลบล้างความโศกเศร้าตอนที่พวกเขาได้รับในช่วงคอนเสิร์ต SS2 ครั้งที่แล้ว ดังนั้น มันจึงมีคุณค่ามากตอนที่เห็นเขายิ้มแบบนี้ หลังจากคอนเสิร์ตครั้งนี้ ฉันยิ่งรักเฮนรี่มากขึ้นกว่าเดิมอีก

Credit: love~eastsea~@sj-world.net

Thai translation by: yeyebaby

★ ผมเป็นหนุ่มจากดาวอังคารตั้งแต่ผมเป็นเด็ก
ผมเกิดในเมืองฮองซอง เขตคังวอน ซึ่งเป็นบ้านของพ่อแม่ผม หลังจากนั้นผมจึงย้ายไปโซลพร้อมกับพ่อแม่ขณะที่พี่สาวผมยังอยู่ที่นั่น ผมได้อยู่ด้วยกันกับเธอตอนอายุ 5 ปี ผมยังเด็กอยู่ ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยมีความทรงจำแจ่มชัดเท่าไหร่นักในตอนนั้น แต่ผมจำได้ว่าพวกเราย้ายไปที่ใหม่เรื่อยๆ ซึ่งทำให้ผมมีเพื่อนน้อย ผมจึงมักจะเล่นอยู่คนเดียว

★ ผมเป็นเด็กดีนะครับ~!
แม่ของผมมักพูดอยู่เสมอว่าผมเป็นเด็กดี เพราะผมไม่เคยถามอะไรจากพวกท่าน หรือร้องไห้ง่ายๆ แต่ถ้ามีเรื่องที่พ่อแม่ผมสัญญาว่าจะทำให้ผม และในตอนท้ายมันไม่เกิดขึ้นล่ะก็ ผมจะลงไปชักดิ้นชักงอ กระโดด/วิ่งไปทั่วบ้าน แม่ผมมักจะซื้อหุ่นยนต์ และตุ๊กตาเพื่อเป็นของเล่นให้ผมอยู่เสมอ แต่ผมไม่ชอบมันนี่หน่า! ผมถามเธอเสมอว่า “ของเล่นผมเป็นอย่างอื่นได้มั้ยที่ไม่ใช่สองอย่างนี้” แม่ผมกลับตอบว่า “ไม่มีอะไรที่ลูกชอบจริงๆหรอก ดังนั้นแม่ก็เลยไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรให้น่ะสิ เพราะสุดท้ายลูกก็จะเล่นมันถึงแม้ว่าจะไม่ชอบก็ตาม แล้วถ้าแม่ไม่ซื้อของเล่นให้ ลูกก็จะบ่นว่าแม่ไม่ยอมซื้อให้” สำหรับการ์ตูน ผมชอบดูเรื่องที่มันดังๆในช่วงนั้น ผมไม่มีตัวการ์ตูนที่ผมชอบ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

★ ความงามของผมทำให้คนอื่นต้องละลาย และรู้สึกสงสารผม
ตั้งแต่ผมยังเด็ก ผมก็มีภาพลักษณ์ “สาวน้อยแสนสวย” ในสายตาคนอื่นแล้ว ผมยังจำได้ว่าตอนที่ผมไปแผนกเสื้อผ้า/รองเท้า คนขายจะนำเสื้อผ้า และรองเท้าของเด็กผู้หญิงมาให้ผมดู ยังมีในกรณีที่พวกเขารู้ว่าผมเป็นผู้ชาย แต่ก็ยังพูดต่อไปว่าผมสวยและน่ารักจัง! ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่พวกเขาทำแบบนั้น ผมจะทำหน้าบูดเพราะผมไม่เคยมีความสุขกับประโยคพวกนั้นเลย แต่ก็มีครั้งหนึ่งที่พ่อแม่ผมขังผมไว้นอกบ้าน เพราะร้องไห้ไม่หยุด ผมทุบ เตะ ส่งเสียงร้องที่หน้าประตู อ้อนวอนพวกท่านให้ผมเข้าไป ขณะเดียวกัน ก็มีเพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินผ่านหน้าบ้านผม ผมจึงหันหน้าไปมองเธอพร้อมกับทำตาโต ผู้หญิงคนนั้นยิ้มให้ผม และเกลี้ยกล่อมแม่ผมให้ผมเข้าบ้าน “เด็กน่ารักและเรียบร้อยคนนี้คงไม่ทำความผิดใหญ่โตหรอก” ฮา ฮา!

★ ผมถูกลืม!
นอกจากต้องอยู่คนเดียวแล้ว ผมมักถูกลืมอยู่เสมอ มีครั้งหนึ่งที่ผมเล่น “ซ่อนหา” กับเพื่อนๆ แต่เพราะผมเป็นคนเงียบมาก ผมจึงซ่อนตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ เวลาผ่านไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีคนหาผมเจอจนกระทั่งผมรู้แล้วว่าเพื่อนๆของผมลืมว่ามีผมอยู่ และผมต้องไปตามบ้านเพื่อนแต่ละคน ดังนั้น ในวันต่อมา เมื่อถึงตาผม ผมจึงแกล้งหาพวกเขาในตอนแรก แต่แล้วผมก็กลับบ้าน (แก้แค้นคืน) ตอนนี้พอคิดย้อนกลับไป ผมยังรู้สึกมีความสุขสุดๆที่ได้ทำแบบนั้น ^^ แต่นั่นก็เป็นช่วงเวลาเศร้าเหมือนกันเมื่อย้อนกลับไป เพราะผมไม่ใช่เด็กป๊อบปูล่าร์ และยังได้ฉายาอีก – “เด็กประหลาด” แม้แต่ครูก็รู้สึกเหมือนกันด้วย สิ่งที่ผมทำได้ก็แค่ยิ้ม...


★ ผมเป็นเด็กเท่ห์!
ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก นอกจากพ่อแม่ผมแล้ว ผมไม่ค่อยเอาแต่ใจตัวเองต่อหน้าคนอื่นๆ ถ้าหากผมล้มและได้รับบาดเจ็บ ผมก็จะไม่ร้องไห้ หรือทำเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ผมจะเก็บเงียบไว้กับตัวเองแทน และกลับบ้าน แม่ของผมพูดว่าผมเท่ห์ และสามารถควบคุมตัวเองได้ ผมจะร้องไห้อยู่เงียบๆ และกลับมาดูเท้าตัวเองตอนที่ผมไม่ใส่ใจมันแล้ว ฮิ ฮิ~ แต่ผมจะไม่ร้องไห้แน่นอนถ้ามีคนอื่นๆอยู่ที่นั่น! แม่ผมพูดว่า ผมไม่ค่อยเล่าปัญหาให้คนอื่นรับรู้ ใช่แล้ว~ ย้อนกลับไปตอนผมอยู่โรงเรียนอนุบาล ผมมักจะแก้ปัญหาทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น! ผมจะไม่ให้คนอื่นนอกจากตัวผมต้องมารับผิดชอบกับมันทั้งหมดหรอก ตอนที่ผมต้องไปช่วยคนอื่น ผมก็จะไม่ทำ! บางทีเพราะเหตุนี้จึงทำให้ผมเกลียดถ้ามีคนอื่นจะพยายามมาช่วยผม!

★ ผมไม่ให้รังแกกันง่ายๆหรอกนะ!
ความจริงที่ว่าผมไม่มีเพื่อนเยอะก็รวมถึงเด็กผู้หญิงด้วยที่ไม่ชอบผม! ครั้งหนึ่งผมเคยถูกเด็กผู้หญิงที่อายุมากกว่าผมตี จนกระทั่งมันกลายเป็นประเด็นร้อนแรง ผมไม่ได้หัวเราะหรือร้องไห้ แต่ผมแค่ตรงกลับบ้าน ในวันถัดมา เธอก็รังแกผมอีก และครั้งนี้เธออยากจะแย่งข้าวกล่องของผม ผมทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ผมจึงพูดว่า “คิดว่าแข็งแรงนักเหรอ? ดีล่ะ! เอาข้าวกล่องผมไปเลย และก็กินให้อ้วนเป็นสัตว์ประหลาด/หมูไปเลยนะ! แล้วอยากจะตีผมอีกมั้ย?” ขณะที่ผมคิดอยู่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หน้าเธอก็เปลี่ยนเป็นสีแดง และยืนอยู่นิ่งๆ

ใช่ครับ ผู้หญิงคนนั้นอาจจะได้อ่านเรื่องนี้อยู่ตอนนี้ ผมยอมรับว่าคำพูดผมมันแรงเหมือนกัน แต่คุณก็ต้องเข้าใจสิว่าผมยังเป็นเด็กอยูนะในตอนนั้น! ฮิ ฮิ~ โอเคกลับเข้าเรื่องกันดีกว่า! ตอนที่ผมเห็นว่าหน้าเธอแดง ผมก็เสริมว่า “หน้าเศร้าจัง เอาสิ! ไปเล่นกับสัตว์ประหลาด/หมูตัวอื่นๆเลยไป๊! เธอช่วยหยุดเดินแบบว่าเธอกำลังกระทืบได้มะ? มันหนวกหูนะ! ดูดิ แม้แต่พื้นยังสั่นเลย...” ชั่วขณะนั้น เธอก็เริ่มร้องไห้ ลงไปนั่งส่งเสียงร้องที่พื้น!
เด็กผู้หญิงคนอื่นๆต่างก็ชี้มาที่ผม แต่ผมก็ไม่แคร์หรอกนะ และก็เดินออกจากห้องไปเลย! ตอนที่ผมกลับมา ข้าวกล่องผมก็ยังคงอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครกล้าแตะ ดังนั้นผมจึงพูดกับเด็กผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง “อืม? เธอยังไม่ได้กินข้าวใช่ม๊า? ผมจะทิ้งไว้ให้ที่นี่นะ เธอจะได้ทานทีหลัง” เธอเริ่มร้องไห้อีกครั้ง และก็อีกครั้งหนึ่งที่ผมโดนเด็กผู้หญิงคนอื่นๆด่า แต่ว่านับแต่วันนั้นมา ก็ไม่มีใครกล้ารังแกผมอีกเลย! ผมก็เลยไม่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆงั้นเหรอ? ก็โอเคนะ เพราะจริงๆแล้วผมก็ไม่มีเพื่อนมากอยู่แล้วนิ!

★ ผมไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่เลยแฮะ
มีข่าวลือว่าผมเกลียดผู้หญิง บางทีอาจเป็นเพราะผมไม่เคยจับมือพวกเธอ หรือผมมักจะอยู่คนเดียวเสมอก็เป็นได้ แม้แต่ตอนที่เพื่อนผมเศร้า หรือร้องไห้ ผมก็ปล่อยให้เธอเป็นแบบนั้น ไม่ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น ผมก็แค่อยู่เงียบๆ ยุ่งแต่เรื่องของตัวเอง ดังนั้นผู้คนจึงคิดว่าผมเกลียดผู้หญิง ถึงแม้ผมจะแปลกๆ แต่ผมก็ไม่เคยจับนิ้วมือพวกเธอ บางทีนี่คงเป็นเหตุผลที่ผมไม่ใช่เด็กป๊อบปูล่าร์! อืม... ใช่แล้ว แต่ผมก็ไม่เคยโดดเรียนนะ ถึงแม้ผมจะป่วยก็ตาม มีครั้งหนึ่งที่ผมไปโรงเรียนทั้งๆที่ผมไม่สบาย ผมนั่งที่ของผมเงียบๆ ขณะที่เด็กผู้ชายที่นั่งถัดไปส่งเสียงดังอยู่ตลอดเวลา ผลก็คือ เขาโดนครูทำโทษ... รวมทั้งผมด้วย! เหตุผลของเธอก็คือ ผมไม่ยอมเตือนให้เด็กผู้ชายคนนั้นเงียบ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผมจะต้องทำแบบนั้นด้วย? ผมนั่งเถียงกับครูไปเรื่อยๆจนกระทั่งผมพูดว่า “จู้จี้...” สุดท้ายผมเลยโดนดุ และผมก็ยังจำเรื่องวันนั้นได้จนถึงวันนี้!

★ ชีวิตวัยเรียนที่เงียบๆของผม
ผลการเรียนของผมดีนะ ผมมักจะได้คะแนนสูงๆตลอดตอนที่ผมอยู่เกรด 1 และผมก็เป็นนักเรียนเพียงคนเดียวในโรงเรียนที่ได้ 100 คะแนนเต็ม ครูและพ่อแม่ของผมภูมิใจมากแต่…ผมก็ยังไม่มีเพื่อนอยู่ดีใช่มั้ย? ผมจำเพื่อนๆของผมไม่ได้เลยจริงๆเมื่อย้อนกลับไปตอนนั้น สิ่งเดียวที่ผมจำได้ก็คือ ผมเคยชินในการเล่นกับพี่ข้างบ้านเท่านั้น! ในตอนนั้น ลูกข่างเป็นที่นิยมมากๆ และทุกๆคนก็เล่นกันเป็นกลุ่มๆ แต่เพราะผมไม่ชอบถามคนอื่นๆ ผมก็เลยต้องเล่นอยู่คนเดียวที่หน้าบ้านผมเอง หลังจากผมฝึกอยู่ตลอดทั้งวัน ผมก็เลยกลายเป็นโปรขึ้นมา แต่ผมก็เบื่ออย่างรวดเร็วเหมือนกัน ผมก็เลยกลับบ้านเสียอย่างนั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พ่อผมซื้อลูกบอลให้ และผมก็เล่นอยู่คนเดียว สุดท้ายผมก็เดินกลับบ้าน…ลำพัง

★ เทควันโดกับผม!
ความจริงคือ ผมเข้าคลาสเทควันโดก่อนผมจะเข้าโรงเรียนอนุบาล แต่ผมไม่เข้าใจกฎจริงๆของเทควันโด! ผมยังจำได้ว่าพ่อแม่ผมเคยยืนอยู่ด้านหลังผมเพื่อดูผมซ้อม พวกท่านถึงกับหยุดไม่ได้ที่จะวิจารณ์ว่าการเคลื่อนไหวของผมช้ากว่าคนอื่นมากๆ และผมต้องก้าวให้เร็วขึ้น แต่กับพ่อแม่คนอื่นๆนะ พวกเขาคิดว่าข้อผิดพลาดของผมน่ารักเสียจริงๆ

ผมคิดว่าแม่ของผมคงอับอายมากในตอนนั้น ฮา ฮา! ผมเกลียดการต่อสู้ ถ้าจะพูดตรงๆก็คือ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมต้องสู้ด้วย สำหรับผมแล้ว การต่อสู้ก็คือเด็กสองคนทะเลาะกันเพราะมีบางสิ่งที่พวกเขาไม่ชอบ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมต่อยคู่ต่อสู้ผมอย่างแรง แล้วโค้ชก็ดุผม! ผมคิดว่า ถ้าพวกเรากำลังสู้กัน แล้วทำไมผมจะต่อยเขา (จริงๆ) ไม่ได้ล่ะ สุดท้าย ผมก็เลิกไปเรียนเทควันโดตอนที่ผมเริ่มเข้าโรงเรียน!

Credit & Source: EPOP Magazine 06 March 2010 Malay Edition
Translation: syimato @ SJ-World.net
Thai translation by: yeyebaby @ 13monkeyshouse.com
http://www.13monkeyshouse.com
Take out only with credit